ผมได้รับบทความนี้จากอาจารย์จิตร์ทัศน์ในขณะที่เรียนกับท่านในวิชา Algorithm and Data Structure

เหตุผลที่ได้รับบทความนี้เพราะวันหนึ่งในระหว่างการเรียนการสอน นักเรียนในห้องบางส่วนไม่สนใจเรียน หลังจากนั้นในชัวโมงเรียนครั้งถัดไปอาจารย์ได้พิมพ์บทความนี้แจกผมและ เพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียน

ผมชอบบทความนี้มาก จึงได้ขออนุญาติอาจารย์จิตร์ทัศน์เพื่อพิมพ์ใหม่ (บทความต้นฉบับผมได้รับเป็นกระดาษ ถูกสอดไว้ในหนังสือ Discrete Mathematics ผมเปิดเจอเมื่อปีก่อน)

 

------------------------------------------------------------

 

ต้นฉบับโดย ผศ.ดร.จิตร์ทัศน์ ฝักเจริญผล ภาควิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ผมไม่เก่งกาจพอที่จะพูดเรื่องที่สำคัญได้ โดยไม่ต้องเตรียมการ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า มันน่าจะดี ถ้าผมเขียนออกมาและแจกให้กับพวกคุณ

ก่อนหน้านี้ ผมไม่คิดว่า สำหรับพวกคุณแล้ว เราจะต้องมีการจูงใจอะไรกันมากมาย เพื่อให้คุณตั้งใจ หรือทุ่มเทให้กับอะไรบางอย่าง หรือ อย่างน้อย แค่ไม่ต้องทำตัวเรื่อยเปื่อย และปล่อยตัวเองไปวันๆ แต่นับวัน ผมยิ่งรู้สึกว่าผมคิดผิดไปถนัด

การที่คุณเรียนมาถึงจุดนี้ จริงๆ แล้ว มันก็เหมือนกับการที่คุณไม่ต้องคิดอะไรมากมาย คุณอาจจะต้องลงแรงบ้าง แต่ว่า มันก็เหมือนกับว่า คุณเดินขึ้นทางด่วนของชีวิต ดำเนินชีวิตไปตามครรลองที่สังคม หรือสิ่งอื่นๆ บอกกับคุณว่าคุณควรจะไปทางนี้ เพียงแค่คุณก้าวขึ้นรถ แล้วทำตามที่เสียงที่พูดอกมา ผ่านทางลำโพง ที่มาจากที่ใดไม่รู้ คุณก็เชื่อว่า สุดท้าย คุณก็จะไปถึงจุดหมาย ซึ่งคุณเอง ก็ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ ว่ามันคืออะไร คุณเลือกทางง่าย เพียงเพราะว่าที่ป้ายนั้นเขียนว่า “ทางสู่ความสำเร็จ” คุณเลือกทางง่ายเพราะว่า ทุกคนบอกกันว่า “นี่แหล่ะ ทางที่ควรไป” คุณเป็นผลผลิตของแนวคิด และความเชื่อ รวมถึงระบบที่ล้มเหลว ระบบการศึกษาของเรามันล้มเหลวอย่างสิ่งเชิง และพวกคุณ กลุ่มใหญ่ ที่นั่งอยู่ตรงหน้าผมนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนมาก เปล่าเลย ผมไม่ได้บอกว่าทุกอย่างมันมาพังทลายลงที่คุณหรอก มันอาจจะแย่อย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วก็ได้ ผมไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ มายืนยัน

คุณไม่มีจุดยืนของตัวเอง เพราะว่าคุณไม่เคยได้โอกาสที่จะได้ยืนขึ้น และเป็นตัวของตัวเอง คุณไม่โตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ เพราะว่าทุกคนมองว่าคุณเป็นเด็กไปตลอด คุณอาจจะไม่ต้องรับผิดชอบการเดินทางของตัวเอง เพราะว่า สังคมเป็นผู้ขีดทางให้กับคุณ และทุกคนก็เดินทางนั้นเหมือนๆ กัน

การเรียนเป็นความเหนื่อยยาก แต่การฝึกฝนตัวเองนั้น จะไม่มีทางเป็นเรื่องง่ายได้ ในการเรียนรู้ ผู้เรียนต้องออกแรง เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะทำให้เขารู้จริง และแจ่มแจ้ง แม้สิ่งที่เรียนจะเป็นสิ่งที่คนอื่นคิดค้นมาแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงเบื้องลึก ถึงที่มาที่ไป และการบวนการที่เขาคิดขึ้นมาได้ เพราะว่าโลกนี้ยังต้องการคนที่คิดอะไรขึ้นมาใหม่ๆ ได้ คุณจึงต้องคิด และการเรียน ฝึกฝนที่จะคิด และใคร่ครวญ มองอะไรอย่างจริงจัง

สังคมสมัยใหม่บ่มเพาะให้คนรุ่นใหม่มองอะไรง่ายๆ ฉาบฉวย ทางเลือกที่มีให้เลือก ที่เหมือนจะมีมากมายขึ้น ก็มีแค่ว่า “ฉันจะใช้มือถืงรุ่นอะไร” หรือ “วันนี้ฉันจะใส่เสื้อเหมือนใคร” ทุกอย่างเป็นภาพลวงตา ความเป็นตัวของตัวเองที่มีเป็นแค่ภาพลวงตา คุณรู้แค่ว่า คุณก็จะเรียน เรียนให้จบก็ไปทำงาน ชีวิตของคุณอยู่กับสิ่งที่อยู่ใน “โลกหน้า” คุณมองข้ามสิ่งที่คุณต้องทำวันนี้ ตอนนี้ ความสุขเพียงผิวเผินมันหาได้ง่าย ง่ายจนมันบังตาคุณจากสิ่งอื่นๆ ผมไม่ได้บอกว่า ให้คุณกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักมีความสุขกับปัจจุบัน แต่ปัจจุบันที่ฉาบฉวยนั้น ไม่มีอนาคต แล้วเราก็กำลังจะเดินลงเหวไปพร้อมๆ กัน

ผมเคยบอกกับเพื่อนๆ ว่า เด็กไทยไม่ได้ต่างจากเด็กต่างชาติ ผมผิดฉนัด

เราเกิดมาอยู่ในโลกของความสบาย เอาเท่เอามัน เพียงแต่คุณเป็นคนที่ (อาจจะดู) เหนือกว่าคนธรรมดา คุณก็สบายแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องทุ่มเทเต็มที่ เพราะว่าคุณไม่รู้หรอกว่า ฟ้าเบื้องบนมันสูง และมีที่กว้างมากมายให้คุณไต่ขึ้นไป คุณพอใจแค่จะอยู่ที่เนินเขา มองดูคนอื่นวิ่งแข่งกัน ยื้อแย่งน้ำดื่ม คุณไม่ได้คิดว่า คุณจะไต่ขึ้นไป ไปจนสูงสุด ไปด่าทอเมฆ บ่นกับพระอาทิตย์ เพื่อจะสร้างฝนให้โปรยลงมา เพื่อให้คนอื่นได้หยุดรบราฆ่าฟัน คุณไม่มีฝันที่ยิ่งใหญ่ คุณพอใจกับภาพปลอมๆ ของความสุข

คุณอาจจะเคยมี เคยคิดเคยฝัน แต่มันเหือดหายไปหมด… เพราะว่ากาลเวลา และสภาพรอบตัว

คุณอาจจะอ่านที่ผมเขียนไม่ถึงตรงนี้ นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมควรจะแปลกประหลาดอันใด ผมอยากจะถามคุณว่า ถ้าผมให้เลือกกับการเรียนที่ ผมรับประกันว่า ผมจะไม่ให้ใครไม่ผ่าน กับการเรียนธรรมดา คุณจะเลือกอะไร ไม่ต้องบอกผมหรอก ผมไม่กล้าจะฟังมัน

โลกนี้มีอะไรอีกมากมายที่น่าทำ และที่ควรจะทำ เมื่อคนที่มีศักยภาพที่จะทำอะไรได้ อย่างพวกคุณ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าในตอนนี้ควรจะทำอะไร ความหวังที่จะเห็นว่าอะไรดีๆ หลายอย่างที่น่าจะเกิดขึ้นได้ ก็ริบหรี่เต็มทน แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีทางอื่นทางใดที่ดีไปกว่าการฝากความหวัง แม้ว่ามันจะลมๆ แล้งๆ ก็ยังดีกว่าไม่มีเสียเลย

 --------------------------------------------------------

จาก http://suchaxplore.wordpress.com/2008/10/12/jittat_essay_for_cpe16/
(โหลดแบบ.pdfได้่ที่นี่ค่ะ)

 

อ่านแล้วมันแบบ...

 

มันใช่!!
เลยอยากเอามาแบ่งในบลอคเผื่อคนอื่นจะได้อ่านบ้าง :)

Comment

Comment:

Tweet